ลิงค์หน่วยงาน

 
 
โต๊ะเด็ง : สายน้ำและความสุข
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ดู 1217 ครั้ง
เขียนโดย ภิญโญ เวชโช


         โอบโค้งของสันกาลาคีรีสีเทาหม่นที่ทมึนเหยียดยาวอยู่ไกลๆ  ตรงนั้น ธารน้ำใสหลายสาย แตกสายเดินทางลงจากเทือกเขาบูโด  ไหลลงหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์   สวนยาง  สวนผลไม้  ไร่นา  และชีวิตของผู้คนกลุ่มเล็ก ๆ
          ธารน้ำสายหนึ่งตกจากผาฉัตรวารินไหลซอกซอนเป็นธารน้ำใส  ยามตื้นเขินเห็นทรายขาวและปลาซิว  ปลาตะเพียนครีบแดงๆ แหวกว่ายอยู่เป็นฝูง  บางช่วงตอนของสายน้ำไหลรินลอดผ่านมะเดื่อลูกดกเหลืองอร่ามที่ทอดกิ่งอยู่เหนือลำคลอง  สองฝากฝั่งจึงดูชุ่มชื้นและร่มเย็น  สายน้ำสายนี้ไหลคดเคี้ยวมาเนิ่นนาน ผ่านบ้านโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี  จังหวัดนราธิวาส
          กลุ่มเด็กชายวัยชั้นประถมห้าหกคน  ผูกพันกับสายน้ำสายนี้ประสาเด็ก เกือบทุกวันพวกเด็กๆชาวตลาดหลังสถานีรถไฟกับพวกเด็กวัด   จับกลุ่มกันเดินลัดเลาะไปตามร่องทางเล็กๆในหมู่บ้านท่ามกลางสวนเงาะตาวีลูกโตๆ  ลางสาดต้นสูงๆ ลูกพรวนหรือเงาะเปรี้ยวสุกแดงสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวง ยิ่งฤดูลูกละไมสุกปล่อยช่อลูกอวบขาวรอเวลาร่วงระลงสู่พื้น  เด็กๆ วิ่งหยอกเหย้ากันเล่นประสาเด็กพอเหงื่อซึมก็ถึงที่หมายปลายทาง
          สะพานไม้พาดผ่านลำคลองที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา  บริเวณตรงนี้เวิ้งน้ำใสสะอาดลึกพอที่จะดำว่ายได้สนุกสนานเพราะชาวบ้านได้ขุดทรายเอาไปใช้งานจนกลายเป็นแอ่งลึก  เด็กๆดำผุดดำว่าย  เดินขึ้นบนสะพานไม้แล้วกระโดดลงตูมตาม เสียงเจี๊ยวจ้าวน้ำแตกกระจาย...
          ความสุขของเด็กๆต้องชะงักงันลงทุกครั้ง เสียงเจี๊ยวจ้าวตูมตาม  เงียบงันลงจนเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ  ใครคนหนึ่งมักจะแอบมองอยู่ตรงพุ่มไม้ชายคลอง  ใครที่อยู่ในที่ตื้นก็ย่อตัวลอยคอพอปริ่มน้ำ  บางคนดำน้ำให้ลอยไหลไปจากสายตาของชายชราบนตลิ่ง  ใครที่กำลังจะกระโจนลงจากสะพานก็นั่งลงห้อยเท้าสบตากับเพื่อนๆข้างล่างด้วยความเข้าใจและพร้อมที่จะทิ้งตัวลงไปครั้งใหม่
          “เวาะไปแล้ว”  ในกลุ่มมักจะมีคนกล้าหาญชาญชัยตะโกนบอกเพื่อนๆ ด้วยความมั่นใจ เมื่อรู้ว่าสายตาที่จ้องมองนั้นละจากไปแน่นอนแล้ว
          ที่ดินสองฝากฝั่งคลองเป็นสวนผลไม้ของเวาะ บ้านของเวาะอยู่ริมอีกฝากฝั่งหนึ่ง  ยกพื้นสูง  มีบันไดเป็นคอนกรีตขึ้นระเบียงหน้าบ้าน  รอบบ้านปูโรยด้วยทรายเม็ดโตจากลำคลองสวยงามสะอาดตา ต้นโกศลหลากสีรายล้อมเป็นรั้ว  ใครจะเดินข้ามสะพานต้องผ่านหน้าบ้านของเวาะก่อน  วันไหนเห็นเวาะนั่งอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน  พวกเด็กๆ เดินตัวลีบเกร็งแม้แต่แขนก็ไม่กล้าแกว่ง ทั้งที่ระหว่างทางเดินเฮฮาตีหัวเตะก้นกันมา พวกเด็กๆเรียกชายชราร่างเล็กว่า “เวาะ” กันติดปาก โดยไม่มีใครเคยรู้จักชื่อจริงของเวาะเลย ทุกคนในบ้านโต๊ะเด็งทั้งตลาดหลังสถานีรถไฟและรอบๆวัดลอยประดิษฐ์  รู้จักเวาะดี ทุกคนรักและเคารพเวาะเพราะเป็นคนสมถะ  พูดน้อย  บางครั้ง  เวาะสวมแว่นตาใสสะอาดเหมือนนักปราชญ์ทางศาสนา  ภรรยาของเวาะเป็นคนยิ้มง่าย ประกายตาเป็นมิตรและจริงใจกับทุกคนเสมอ  แต่สำหรับเด็กๆสมาชิกลำคลองสายนี้  เวาะเป็นผู้ที่น่าเกรงกลัวและอึดอัดในหัวใจของเด็กวัยประถมที่มาทำลายเสรีภาพบนสะพานไม้และสายน้ำแห่งความสุข
          คราวใดกลับบ้านด้วยชุดที่เปียกปอนสกปรก  ปากและเนื้อตัวขาวซีดเพราะอาบแช่เสรีภาพกันนานเกินไป  เสียงดุด่าว่ากล่าวจากพ่อแม่และไม้เรียวของเจ้าอาวาสยิ่งทำให้เด็กๆเกรงกลัว ต้องคอยหลบหลีกสายตาของเวาะ เพราะทุกคนคิดตรงกันว่าต้นเหตุของการถูกเฆี่ยนตีว่ากล่าวหลายครั้งที่แอบมาอาบน้ำคลองมาจากเวาะที่ไปบอกเล่าเรื่องราวกับผู้ปกครอง  เวาะทำให้หัวใจของพวกเด็กๆ ต้องอึดอัดและเวาะคือผู้ที่กำลังจะทำให้ความสุขของพวกเด็กๆสมาชิกสายน้ำแห่งนี้เหลือน้อยลง 
                   เวาะหายไป... เด็กๆประถมกลุ่มนั้นแยกย้ายจากลำคลอง  สะพานไม้  และสายน้ำแห่งนั้น  ไปเรียนหนังสือ ทำงานและมีครอบครัว...ไปจากโต๊ะเด็ง
                     วันนี้... รถไฟยังคงจอดรับส่งผู้โดยสารที่สถานีเหมือนสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา  ผมนั่งมองโอบโค้งของสันกาลาคีรีสีเทาหม่นที่ทมึนเหยียดยาวอยู่ไกลๆ  จนขบวนรถไฟธรรมดาชั้นสาม ค่อยๆลากตัวเคลื่อนออกจากสถานี  ทิวเขาสีเทาหม่นเคลื่อนตัวตามผมไปตลอดทาง... วันนี้สายน้ำนั้นคงตื้นเขินเกินกว่าจะอาบว่าย  สะพานไม้คงผุพังไปตามกาลเวลา  เงาะตาวีลูกโตๆ กับลูกพรวนคงเปลี่ยนเป็นสวนเงาะโรงเรียน  ลางสาดต้นสูงๆคงกลายเป็นสวนลองกองไปหมดแล้ว  บ้านของเวาะคงมีลูกหลานรุ่นหลังมากมายที่พวกเราไม่รู้จัก
                   แม้เวลาจะผ่านเลยและเปลี่ยนแปลงโต๊ะเด็งไปหลายอย่าง แต่เพื่อนๆสมาชิกลำคลอง  สะพานไม้และสายน้ำของผมทุกคนคงไม่มีใครลืมวันที่พวกเราต้องจากลำคลองสายนั้นไปตลอดกาล... และเรื่องราวนี้พ่อแม่ผู้ปกครองและคนโต๊ะเด็งไม่เคยมีใครได้รับรู้...วันที่ชายชราร่างเล็กนุ่งเพียงโสร่งผืนเดียว  กระโดดน้ำแล้วดำดิ่งลงไปดึงร่างเด็กวัดสมาชิกคนหนึ่งของพวกเราขึ้นมาจากแอ่งลึก แล้วแบกร่างที่เปียกโชกและไร้สติไว้บนบ่า รีบวิ่งพาไปวางไว้บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน  พยายามปฐมพยาบาลประสาชาวบ้านอย่างร้อนรน พร้อมกับสวดดุอาห์ขอความหวังของชีวิต...จนฟื้นคืน

*****

                                หมายเหตุ   อธิบายคำนอกพจนานุกรม  คำว่า “เวาะ”  ความเข้าใจในขณะเขียน หมายถึง  คำที่ใช้เรียกชายชาวไทยมุสลิมวัยสูงอายุที่เคารพนับถือ                

ภิญโญ  เวชโช

ต้นฤดูฝน ธันวาคม 2554